ประเทศไทยเดินหน้าจัดทำร่างพระราชบัญญัติปัญญาประดิษฐ์ฉบับแรกของประเทศอย่างเป็นทางการ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งเป้าผลักดันให้ร่างกฎหมายแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะวางกรอบกติกากำกับดูแล AI ทั้งระบบเป็นครั้งแรก หลังเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แทรกซึมเข้าสู่ทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างรวดเร็ว
แนวทางไฮบริด สร้างสมดุลสองด้าน
จุดเด่นของร่างกฎหมายฉบับนี้คือการเลือกใช้ “แนวทางไฮบริด” (hybrid approach) ที่พยายามหาจุดสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมกับการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน แทนที่จะออกกฎเข้มงวดแบบครอบคลุมทุกกรณีเหมือนบางประเทศ หรือปล่อยเสรีจนขาดการกำกับ
แนวคิดนี้สะท้อนบทเรียนจากทั้งฝั่งสหภาพยุโรปที่ใช้กฎหมายเข้มข้นแบบแบ่งระดับความเสี่ยง และฝั่งที่เน้นการกำกับดูแลตนเองของภาคเอกชน โดยไทยเลือกผสมทั้งสองแนวทางเพื่อไม่ให้กฎหมายกลายเป็นอุปสรรคต่อสตาร์ตอัปและผู้พัฒนาในประเทศ
กำกับตามระดับความเสี่ยง
ร่างกฎหมายวางหลักการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยงของการใช้งาน AI ยิ่งการใช้งานส่งผลกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ หรือความปลอดภัยของประชาชนมากเท่าไร ยิ่งต้องมีมาตรฐานการตรวจสอบและความโปร่งใสสูงขึ้น ขณะที่การใช้งานความเสี่ยงต่ำยังคงเปิดกว้างให้พัฒนาต่อยอดได้อย่างคล่องตัว
เป้าหมายเสร็จภายในปีงบประมาณ
การตั้งเป้าให้ร่างกฎหมายแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณนี้สะท้อนความเร่งด่วนที่หน่วยงานรัฐมองเห็น ทั้งจากแรงกดดันของเทคโนโลยีที่พัฒนาเร็วเกินกว่ากฎหมายเดิมจะรองรับ และจากความจำเป็นในการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและผู้ประกอบการที่ต้องการความชัดเจนด้านกติกา
อย่างไรก็ตาม การผลักดันกฎหมายให้ทันกรอบเวลายังต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย ทั้งภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อให้เนื้อหาครอบคลุมและใช้งานได้จริง
ความหมายต่อวงการ AI ไทย
สำหรับผู้พัฒนาและผู้ประกอบการ AI ในไทย การมีกฎหมายเฉพาะจะช่วยลดความไม่แน่นอนด้านกติกา และวางมาตรฐานร่วมที่ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน ทั้งเรื่องความโปร่งใสของโมเดล การจัดการข้อมูล และความรับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหาย
ในภาพใหญ่ พ.ร.บ. AI ฉบับแรกนี้จะเป็นรากฐานสำคัญที่กำหนดทิศทางว่าไทยจะวางตำแหน่งตัวเองอย่างไรในภูมิทัศน์ AI ของภูมิภาค ระหว่างการเป็นผู้ตามกติกาโลกกับการสร้างกรอบที่เหมาะกับบริบทและภาษาของตนเอง
บทความที่เกี่ยวข้อง: