Meta ทุ่ม 125-145 พันล้านดอลลาร์ ปี 2026 แต่ประสิทธิภาพ GPU ยังต่ำ ตลาดชิปตกกระแทก
Meta ประกาศแผนลงทุนมหาศาลในปี 2026 พร้อมเปิดตัว “Meta Compute” บริการให้เช่า GPU ที่ว่างงาน หลังพบว่าประสิทธิภาพการใช้งานคลัสเตอร์ AI ยังต่ำกว่า 20% ขณะที่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เผชิญภาวะถดถอยหนัก หุ้น CoreWeave, SK Hynix และ Samsung ร่วงกว่า 9-14.6% ภายในสัปดาห์เดียว
Meta Compute รุกธุรกิจใหม่ ใช้ GPU ที่ว่างงาน สร้างรายได้
ในงานประชุมนักลงทุนประจำปี Meta ได้เปิดเผยแผนการลงทุน (CapEx) สำหรับปี 2026 อยู่ที่ 125,000 ถึง 145,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการขยายศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการลงทุนมหาศาล แต่ข้อมูลจากบริษัทระบุว่า ประสิทธิภาพการใช้งาน GPU ในคลัสเตอร์ฝึกอบรม AI ยังคงต่ำเพียง ต่ำกว่า 20% ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาการใช้ทรัพยากรไม่เต็มศักยภาพ
เพื่อตอบโจทย์ความต้องการพลังประมวลผลที่เพิ่มสูงขึ้น และลดการสูญเสียจาก GPU ที่ไม่ได้ถูกใช้งาน บริษัทได้เปิดตัวบริการใหม่ภายใต้ชื่อ “Meta Compute” โดยจะให้เช่า GPU ที่เหลือว่าง (idle capacity) แก่ผู้สนใจทั้งองค์กรขนาดใหญ่และผู้พัฒนา AI รายย่อย ผ่านระบบคลาวด์ โดยบริการนี้คาดว่าจะเริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไตรมาสแรกของปี 2025
ตลาดชิปตกกระแทก หุ้นผู้ผลิตร่วงหนัก
ความเคลื่อนไหวของ Meta สะท้อนภาพรวมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่กำลังเผชิญกับภาวะถดถอยครั้งรุนแรง หลังจากที่ความต้องการ GPU สำหรับ AI ระเบิดตัวในช่วงสองปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้เริ่มชะลอตัวลง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ผลิตชิประดับแนวหน้าอย่าง SK Hynix, Samsung, และ CoreWeave ซึ่งต่างเผชิญกับแรงกดดันจากยอดขายที่ลดลงและราคาหุ้นร่วงเหิน
ข้อมูลจากตลาดหุ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า CoreWeave ร่วงลง 14% ขณะที่ SK Hynix ปรับตัวลงถึง 14.6% และ Samsung ร่วง 9% แม้บริษัทต่างๆ จะยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำด้านเทคโนโลยี แต่ความไม่แน่นอนของอุปสงค์ในระยะยาวเริ่มทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของโมเดลธุรกิจที่พึ่งพาการเติบโตของ AI เพียงอย่างเดียว
ปัญหาขาดแคลน GPU ยังไม่คลี่คลาย
แม้ Meta จะมีแผนขยายศูนย์ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาขาดแคลน GPU ระดับไฮเอนด์สำหรับการฝึกโมเดล AI ยังคงรุนแรง โดยแหล่งข่าววงในระบุว่า ความต้องการยังเกินอุปทานอยู่ราว 40% ซึ่งหมายความว่า แม้บริษัทจะมีเงินทุนมหาศาล แต่ก็ยังต้องแข่งขันกับคู่แข่งอย่าง Google, Amazon และ Microsoft เพื่อเข้าถึงชิปที่มีอยู่จำกัด
การเปิดตัว Meta Compute จึงถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า พร้อมช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานชิปในระยะยาว อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า ความสำเร็จของบริการนี้จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการประสิทธิภาพการใช้งาน GPU และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในด้านความเสถียรและราคาที่เหมาะสม
บทความที่เกี่ยวข้อง: