ศูนย์วิจัยกสิกรไทยออกบทวิเคราะห์เตือนว่า กระแสการดึงดูดการลงทุน Data Center ขนาดใหญ่เข้าประเทศ อาจไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ไทยมากอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง เพราะสิ่งที่ไทยต้องแลกไปคือทรัพยากรพื้นฐานอย่างที่ดิน น้ำ และไฟฟ้าจำนวนมหาศาล ขณะที่ผลตอบแทนที่ตกถึงเศรษฐกิจในประเทศกลับอยู่ในระดับต่ำ
ต้นทุนที่ไทยต้องจ่ายจริง
รายงานชี้ว่า Data Center เป็นธุรกิจที่กินทรัพยากรหนักแต่จ้างงานน้อย ศูนย์ข้อมูลระดับไฮเปอร์สเกลแต่ละแห่งใช้ไฟฟ้าเทียบเท่าเมืองขนาดกลาง และต้องใช้น้ำปริมาณมากเพื่อระบายความร้อนให้ระบบทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อรวมกับพื้นที่ที่ต้องจัดสรร ทรัพยากรเหล่านี้ล้วนเป็นของหายากและมีต้นทุนค่าเสียโอกาสสูง
จ้างงานน้อย มูลค่าเพิ่มต่ำ
เมื่อก่อสร้างเสร็จ Data Center ต้องการพนักงานประจำเพียงหลักสิบถึงหลักร้อยคนต่อแห่ง ต่างจากภาคการผลิตหรือบริการที่จ้างงานได้มากกว่า อีกทั้งอุปกรณ์หลักอย่างชิปและเซิร์ฟเวอร์ล้วนนำเข้าจากต่างประเทศ กำไรส่วนใหญ่จึงไหลกลับไปยังบริษัทแม่ ทำให้มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นจริงภายในประเทศค่อนข้างจำกัด
ควรเน้นที่ชั้น Application
ข้อเสนอสำคัญของศูนย์วิจัยคือ ไทยไม่ควรวางตำแหน่งตัวเองไว้แค่ชั้นโครงสร้างพื้นฐาน แต่ควรไต่ขึ้นไปแข่งขันในชั้นการประยุกต์ใช้ หรือ Application ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดในห่วงโซ่ AI การพัฒนาซอฟต์แวร์ บริการ และโซลูชัน AI ที่ตอบโจทย์ธุรกิจไทยโดยตรง จะสร้างงานทักษะสูงและรักษามูลค่าไว้ในประเทศได้มากกว่าการเป็นเพียงที่ตั้งของเซิร์ฟเวอร์
สร้างจุดแข็งจากภาษาและบริบทไทย
กสิกรมองว่าโอกาสของไทยอยู่ที่การพัฒนา AI ที่เข้าใจภาษาไทยและบริบทท้องถิ่น ทั้งในภาคการเงิน สาธารณสุข การท่องเที่ยว และค้าปลีก จุดนี้เป็นสนามที่ผู้เล่นต่างชาติเข้าถึงได้ยาก และเป็นพื้นที่ที่นักพัฒนาในประเทศมีความได้เปรียบตามธรรมชาติ
สมดุลระหว่างการลงทุนกับผลได้
รายงานย้ำว่าไม่ได้ปฏิเสธการลงทุน Data Center เสียทั้งหมด เพราะโครงสร้างพื้นฐานการคำนวณยังจำเป็นต่อการพัฒนา AI ในประเทศ แต่รัฐควรเจรจาเงื่อนไขให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การจ้างงานทักษะสูง และการต่อยอดสู่ระบบนิเวศในประเทศ ไม่ใช่แลกทรัพยากรราคาถูกเพื่อตัวเลขเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว หากวางยุทธศาสตร์ให้ถูกชั้น ไทยจะได้ทั้งเม็ดเงินและมูลค่าเพิ่มที่ยั่งยืนกว่าเดิม
บทความที่เกี่ยวข้อง: