การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ กลายเป็นภัยคุกคามเงินเฟ้อระดับโลก
ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (Federal Reserve) ประกาศครั้งแรกในประวัติศาสตร์ว่า การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ร้ายแรงที่สุดของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น Data Center และการใช้ชิปประมวลผลขั้นสูง ซึ่งส่งผลให้เกิดการใช้พลังงานมหาศาลและเพิ่มต้นทุนทางอ้อมในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
John Williams ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาเมืองนิวยอร์ก ได้ชี้แจงในงานประชุมนโยบายการเงินว่า การลงทุนด้าน AI ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่กลับกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระดับมหภาค โดยเฉพาะการก่อสร้าง Data Center ขนาดใหญ่ทั่วโลก ซึ่งต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมากในการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงการผลิตชิป AI ที่ต้องอาศัยวัตถุดิบที่หายากและกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“เราเห็นแล้วว่าการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI — ทั้งด้านชิป พลังงาน และการก่อสร้าง Data Center — กำลังแซงหน้าปัจจัยเดิมๆ อย่างภาษีศุลกากรและราคาน้ำมัน” Williams กล่าว “นี่ไม่ใช่แค่การลงทุนในเทคโนโลยี แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการทั่วประเทศ”
ข้อมูลจากเฟดชี้ว่า ต้นทุนการดำเนินงานของ Data Center ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 30% ในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีศูนย์ข้อมูลหนาแน่นอย่างเท็กซัส และเวสต์เวอร์จิเนีย ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่หลายแห่งต่างแข่งขันกันขยายกำลังการประมวลผล AI อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
แม้การลงทุนด้าน AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพในระยะยาว แต่ในระยะสั้น กลับส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยากจะควบคุม โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน วัสดุ และแรงงานในภาคเทคโนโลยี
เฟดจึงเริ่มติดตามแนวโน้มนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมเตือนว่า หากไม่มีการวางแผนการจัดการทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การขยายตัวของอุตสาหกรรม AI อาจกลายเป็นตัวเร่งเงินเฟ้อที่ยั่งยืน แทนที่จะเป็นเครื่องมือลดต้นทุนตามที่คาดหวังไว้
นักวิเคราะห์มองว่า ข้อความจาก Williams เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า นโยบายการเงินของสหรัฐฯ อาจต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงใหม่ที่เกิดจาก “การปฏิวัติทางดิจิทัล” ที่ไม่ได้แค่เปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน แต่ยังเปลี่ยนแปลงสมดุลของเศรษฐกิจโลกอย่างลึกซึ้ง