นทีเอสเอ ย้ำเตือน ระบบขับขี่อัตโนมัติยัง “ตาบอด” ต่อสัญญาณฉุกเฉิน กำหนดให้แก้ไขภายในสิ้นกรกฎาคม
ความปลอดภัยบนท้องถนนต้องมาก่อน แม้จะอยู่ในยุค AI
สำนักงานความปลอดภัยด้านการขนส่งทางบกแห่งสหรัฐอเมริกา (NHTSA) ออกมาเตือนอย่างชัดเจนว่า ระบบขับขี่อัตโนมัติของรถยนต์หลายรุ่นในปัจจุบันยังคง “ไม่สามารถตรวจจับหรือตีความ” สัญญาณฉุกเฉินที่สำคัญได้อย่างถูกต้อง ทั้งไฟกระพริบของตำรวจ กระบองสั่งการ กล่องกรวยจราจร และแม้แต่เปลวไฟจากเหตุเพลิงไหม้ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการรักษาความปลอดภัยในสถานการณ์ฉุกเฉินบนท้องถนน
รายงานฉบับใหม่ระบุว่า แม้เทคโนโลยี AI จะพัฒนาไปไกลในด้านการรับรู้สภาพแวดล้อม เช่น การแยกแยะคนเดินถนน ป้ายจราจร หรือเส้นแบ่งเลน แต่กลับมีช่องโหว่อย่างร้ายแรงเมื่อเผชิญกับสัญญาณที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ระบบอัตโนมัติเข้าใจ เช่น ไฟกระพริบที่ใช้โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือการยกกระบองสั่งหยุดที่ไม่มีการเชื่อมโยงกับระบบสัญญาณไฟจราจร
NHTSA ระบุว่า ความล้มเหลวนี้อาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีการจราจรติดขัด หรือเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น รถพยาบาลหรือรถดับเพลิงต้องเคลื่อนผ่าน แต่รถอัตโนมัติกลับไม่หยุดหรือไม่ปรับพฤติกรรมตามที่ควรทำ ซึ่งอาจทำให้การช่วยเหลือล่าช้าและเพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิต
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ สำนักงานได้ส่งจดหมายเตือนถึงผู้ผลิตรถยนต์ที่ใช้ระบบขับขี่อัตโนมัติระดับ L2-L3 ให้พัฒนาและปรับปรุงความสามารถของ AI ให้สามารถตรวจจับและตอบสนองต่อสัญญาณฉุกเฉินเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำ ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 หากไม่สามารถแสดงหลักฐานการแก้ไขได้ อาจถูกจำกัดการใช้งานหรือถูกเรียกคืนรถในบางกรณี
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างนวัตกรรมและกฎระเบียบ ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Tesla, Waymo และ Cruise ต่างพยายามขยายขอบเขตการใช้งานรถอัตโนมัติ แต่ NHTSA ย้ำว่า “ความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ” และระบุว่า ระบบอัตโนมัติที่ไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์จริงบนท้องถนน ถือเป็นอันตรายที่ยอมรับไม่ได้
ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI มองว่า ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องของฮาร์ดแวร์หรือเซ็นเซอร์ แต่เกี่ยวข้องกับการฝึกฝนโมเดล AI ให้เข้าใจบริบทของสัญญาณที่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลจริงจำนวนมากและการทดสอบในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย
ในขณะที่โลกกำลังก้าวสู่ยุคขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ NHTSA ย้ำว่า ความไว้วางใจของผู้ใช้และหน่วยงานกำกับดูแล ยังคงต้องอาศัยการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีนี้ “ปลอดภัยจริง” ไม่ใช่แค่ “ล้ำสมัย”