โครงการ TH-AI Passport ระบบบริการปัญญาประดิษฐ์กลางของภาครัฐมูลค่า 16,000 ล้านบาท ต้องเลื่อนกำหนดเปิดตัวออกไปอย่างเป็นทางการ หลังคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติสั่งให้ทบทวนโครงสร้างสัญญาการจ่ายเงินใหม่ก่อนเดินหน้า ท่ามกลางความคาดหวังว่าระบบนี้จะเป็นประตูเดียวที่ให้ประชาชนกว่า 5 ล้านคนเข้าถึงบริการ AI ของรัฐได้ในที่เดียว
TH-AI Passport คืออะไร
TH-AI Passport ถูกออกแบบให้เป็น “บัตรผ่านดิจิทัล” ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน ใช้ยืนยันตัวตนครั้งเดียวแล้วเข้าถึงบริการ AI ของหน่วยงานรัฐได้หลายสิบระบบ ตั้งแต่ผู้ช่วยตอบคำถามด้านภาษี การขอเอกสารราชการ ไปจนถึงการคัดกรองสิทธิสวัสดิการและบริการสาธารณสุขเบื้องต้น
ตั้งเป้าผู้ใช้ 5 ล้านคนในปีแรก
รัฐบาลวางเป้าให้มีผู้ลงทะเบียนใช้งานอย่างน้อย 5 ล้านคนภายในปีแรก โดยเน้นกลุ่มที่เข้าถึงบริการรัฐได้ยาก เช่น ผู้สูงอายุและประชาชนในต่างจังหวัด ระบบจะรองรับการสนทนาเป็นภาษาไทยเต็มรูปแบบ พร้อมฟีเจอร์อ่านออกเสียงเพื่อช่วยผู้ที่ไม่สะดวกพิมพ์
ทำไมต้องเลื่อน
เหตุผลหลักของการเลื่อนไม่ได้มาจากปัญหาทางเทคนิค แต่มาจากการปรับ โครงสร้างสัญญาการจ่ายเงิน ให้กับผู้รับสัมปทานเอกชนที่ดูแลระบบ
จากเหมาจ่ายสู่จ่ายตามการใช้งานจริง
เดิมสัญญากำหนดให้รัฐจ่ายค่าบริการแบบเหมาจ่ายรายปีตามจำนวนใบอนุญาต แต่คณะกรรมการเห็นว่าเสี่ยงต่อการจ่ายเกินจริงหากยอดผู้ใช้ไม่ถึงเป้า จึงสั่งให้เปลี่ยนไปใช้โมเดล “จ่ายตามปริมาณการเรียกใช้งานจริง” (pay-per-use) เพื่อผูกงบประมาณเข้ากับผลลัพธ์ พร้อมกำหนดเพดานค่าใช้จ่ายต่อธุรกรรมและตัวชี้วัดคุณภาพบริการที่ชัดเจนขึ้น
ห่วงเรื่องอธิปไตยข้อมูล
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกคือข้อกำหนดให้ประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลประชาชนภายในประเทศทั้งหมด รวมถึงเงื่อนไขการถ่ายโอนโมเดลและซอร์สโค้ดให้รัฐเมื่อสิ้นสุดสัญญา เพื่อป้องกันการถูกล็อกอินกับผู้ให้บริการรายเดียวในระยะยาว
เสียงสะท้อนและก้าวต่อไป
นักวิเคราะห์มองว่าการชะลอเพื่อแก้สัญญาเป็นสัญญาณที่ดีกว่าการเร่งเปิดตัวแล้วเจอปัญหางบบานปลายภายหลัง แม้จะทำให้ประชาชนต้องรอออกไปอีกหลายเดือน กระทรวงดีอีคาดว่าจะสรุปสัญญาฉบับใหม่และประกาศกำหนดการเปิดตัวรอบสองได้ภายในไตรมาสถัดไป
มุมมองจาก Nara Lab
สำหรับ Nara Lab บทเรียนสำคัญของ TH-AI Passport ไม่ใช่แค่เรื่องสัญญา แต่คือคำถามว่าโมเดลภาษาไทยที่ขับเคลื่อนบริการรัฐควรอยู่ในมือใคร การกำหนดให้ข้อมูลและโมเดลอยู่ในประเทศคือก้าวที่ถูกทาง แต่หากไทยยังต้องพึ่งโมเดลปิดจากต่างชาติเป็นแกนหลัก อธิปไตยข้อมูลก็ยังไม่สมบูรณ์ การลงทุนใน AI ภาษาไทยแบบโอเพ่นซอร์สที่ตรวจสอบได้ จึงเป็นรากฐานที่ทำให้บริการสาธารณะแบบนี้ยั่งยืนอย่างแท้จริง
บทความที่เกี่ยวข้อง: