วงการสตาร์ทอัพปัญญาประดิษฐ์ของไทยกำลังคึกคักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หลังกระแสการลงทุนด้าน AI ทั่วโลกไหลเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน ประกอบกับนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐานการคำนวณในประเทศที่เริ่มพร้อมใช้งาน ทำให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่กล้าลงมือสร้างผลิตภัณฑ์ AI ที่แก้ปัญหาเฉพาะของตลาดไทยมากขึ้น
คลื่นสตาร์ทอัพเกิดใหม่หลายอุตสาหกรรม
สิ่งที่น่าสนใจของรอบนี้คือความหลากหลาย สตาร์ทอัพไทยไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่แชตบอตทั่วไป แต่แตกแขนงไปยังหลายอุตสาหกรรมที่มีโจทย์ชัดเจนและข้อมูลเฉพาะทาง
สาธารณสุขและการเงิน
กลุ่ม Healthcare เป็นดาวเด่น ด้วยการนำ AI มาช่วยอ่านผลภาพทางการแพทย์ คัดกรองผู้ป่วยเบื้องต้น และจัดคิวโรงพยาบาลที่แออัด ขณะที่ฝั่ง Fintech สตาร์ทอัพหลายรายพัฒนาระบบประเมินเครดิตด้วยข้อมูลทางเลือก เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบเดิม รวมถึงเครื่องมือตรวจจับการฉ้อโกงแบบเรียลไทม์
เกษตรกรรมและภาษาไทย
ด้าน Agriculture มีการใช้ AI วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมและโดรนเพื่อคาดการณ์ผลผลิตและโรคพืช ช่วยเกษตรกรวางแผนได้แม่นยำขึ้น ส่วนกลุ่มที่ทำงานกับ ภาษาไทย โดยตรง กำลังสร้างโมเดลสำหรับถอดเสียง สรุปเอกสารราชการ และผู้ช่วยตอบคำถามที่เข้าใจบริบทวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นช่องว่างที่โมเดลต่างชาติยังทำได้ไม่ดีนัก
ปัจจัยหนุนระบบนิเวศ
การเติบโตครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มาจากหลายชิ้นส่วนที่เริ่มประกอบเข้าหากัน ทั้งเงินทุนจาก venture capital ที่มองหาดีลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โครงการบ่มเพาะจากมหาวิทยาลัยและองค์กรใหญ่ ตลอดจนชุมชนนักพัฒนาโอเพ่นซอร์สที่แบ่งปันโมเดลและชุดข้อมูลภาษาไทยกันมากขึ้น ทำให้ต้นทุนการเริ่มต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ความท้าทายที่ยังรออยู่
แม้ภาพรวมจะสดใส แต่ผู้ประกอบการหลายรายยอมรับว่ายังมีอุปสรรค ทั้งการขาดแคลนวิศวกร AI ที่มีประสบการณ์ ต้นทุนการฝึกโมเดลที่สูง และตลาดในประเทศที่ยังเล็กเมื่อเทียบกับคู่แข่งระดับโลก การขยายสู่ตลาดต่างประเทศจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญตั้งแต่วันแรก
นักวิเคราะห์มองว่าหากไทยรักษาโมเมนตัมนี้ไว้ได้ พร้อมสนับสนุนให้เกิดการนำงานวิจัยไปใช้จริงเชิงพาณิชย์ ระบบนิเวศสตาร์ทอัพ AI ไทยก็มีโอกาสเติบโตเป็นฐานสำคัญของภูมิภาค ไม่ใช่แค่ผู้ตามเทคโนโลยี แต่เป็นผู้สร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์คนไทยและส่งออกได้จริง
บทความที่เกี่ยวข้อง: